งานวิจัยและบทความ

วิกฤติมรดกวัฒนธรรม กรณีจิตรกรรมฝาผนังดั้งเดิมพุทธอุโบสถอีสาน

โดย ศุภชัย สิงห์ยะบุศย์

เผยแพร่เมื่อ 23 กรกฎาคม 2026

จิตรกรรม, มรดกวัฒนธรรม, มรดกวัฒนธรรมกับภัยพิบัติ
แหล่งจัดเก็บทรัพยากรต้นฉบับ

วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 (2018): กรกฎาคม-ธันวาคม 2561


 วิจัยเรื่อง “วิกฤติมรดกวัฒนธรรม กรณีจิตรกรรมฝาผนังดั้งเดิมพุทธอุโบสถอีสาน” มีวัตถุประสงค์วิจัย 3 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลัง พ.ศ. 2500 ที่ส่งผลต่อวิกฤติจิตรกรรมฝาผนังดั้งเดิมพุทธอุโบสถอีสาน 2) เพื่อศึกษาวิกฤติทางกายภาพของจิตรกรรมฝาผนังดั้งเดิมพุทธอุโบสถอีสานในปัจจุบัน และ 3) เพื่อศึกษาวิกฤติการตระหนักถึงคุณค่ามรดกวัฒนธรรมกรณีจิตรกรรมฝาผนังดั้งเดิมของผู้คนและสังคมท้องถิ่นอีสานในปัจจุบัน งานวิจัยเรื่องนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) เน้นการทำงานสนาม ศึกษาจิตรกรรมฝาผนังดั้งเดิมในวัดและชุมชนที่เกี่ยวข้อง 42 แห่งในภาคอีสาน อย่างสัมพันธ์กับผู้คนและสังคมท้องถิ่นในปัจจุบัน ใช้แนวคิด วิกฤติวัฒนธรรม (cultural crisis) เป็นแนวคิดหลักการวิจัย

          ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่นหลังปี พ.ศ. 2500 ที่ส่งผลต่อวิกฤติจิตรกรรมฝาผนังดั้งเดิมประกอบด้วย นโยบายรัฐที่พัฒนาสังคมไทย ในหลักการ “ชาติเดียว วัฒนธรรมเดียว” (one nation one culture) ท้องถิ่นอีสานสัมพันธ์สังคมภายนอกมากขึ้น และรับอิทธิพลด้านต่าง ๆ จากระบบสังคมวัฒนธรรมชาติไทยที่กำหนดโดยรัฐ รวมทั้งการรับรูปแบบศาสนศิลป์จากกรุงเทพฯ โดยขาด การเรียนรู้และสืบทอดมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนอย่างเป็นระบบ 2) วิกฤติ ทางกายภาพของจิตรกรรมฝาผนัง มี 5 กรณี ประกอบด้วย การเสื่อมสภาพตามอายุขัย การกระทำของธรรมชาติและการปล่อยปละละเลยของมนุษย์ การกระทำของสัตว์ต่าง ๆ และการกระทำของมนุษย์โดยตรง และ 3) วิกฤติการตระหนักถึงคุณค่ามรดกวัฒนธรรม ส่งผลต่อการรื้ออุโบสถโบราณซึ่งมีโบสถ์ที่มีจิตรกรรมฝาผนังดั้งเดิมด้วย และสร้างอุโบสถรูปแบบกรุงเทพฯ ในตำแหน่งโบสถ์หลังเดิมและกรณีอื่น ๆ เป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนท้องถิ่นอีสานหลังปี พ.ศ. 2500 ซึ่งรับอิทธิพลจากสังคมวัฒนธรรมภายนอกอย่างขาดการเรียนรู้วัฒนธรรมภายในชุมชนที่พอเพียง  ภาครัฐจึงควรเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้คนท้องถิ่นได้ตระหนักในคุณค่ามรดกวัฒนธรรมกรณีจิตรกรรมฝาผนังดั้งเดิมของตน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และปฏิสังขรณ์จิตรกรรมฝาผนังที่เหลืออยู่  โดยให้วัด ชุมชนและสังคมที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา และแสวงหาวิธีใช้ประโยชน์จากมรดกวัฒนธรรมจิตรกรรมฝาผนังในมิติต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ