สรุปการเสวนา: “ชีวิตและมรดกวัฒนธรรมเมื่อยามประสบภัยพิบัติ”
วัตถุสิ่งของที่เราเก็บเอาไว้ ไม่ว่าจะตั้งใจสะสมหรือเป็นมรดกตกทอด ล้วนมีเรื่องราว มีประวัติศาสตร์ มีความทรงจำของคนที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ซึมซับอยู่ในนั้น ภารกิจแห่งการดูแลวัตถุสิ่งของ จึงไม่ใช่แค่การรักษาสิ่งของให้คงอยู่ แต่เป็นงานเบื้องหลังการรักษาและส่งต่อประวัติศาสตร์ ผู้ที่ต้องดูแลวัตถุสิ่งของจำนวนไม่น้อย ไม่ได้ถูกฝึกฝนมาเพื่อรับผิดชอบงานลักษณะนี้โดยตรง งานเหล่านี้ไม่ง่าย อาศัยทักษะเฉพาะ อาศัยการดูแลเอาใจใส่ที่สม่ำเสมอ เป็นอีกทักษะหนึ่งที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการอนุรักษ์
สำหรับเวทีนี้ เป็นเวทีที่รวมผู้บริหารงานเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาวัตถุสิ่งของอันเป็นมรดกวัฒนธรรม 3 ท่าน ที่ล้วนผ่านเรื่องราวของภัยพิบัติกันมาแล้ว ในรูปแบบที่แตกต่างกันไป คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช ผู้อํานวยการหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ และ บวรนคร สุธีรัตนามูลนิธิ นครศรีธรรมราช ดร. คมกฤช ฤทธิ์ขจร ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณชัยภูมิ (เฮือนคํามุ) และคุณกนิษฐา กสิณอุบล กรรมการผู้จัดการสยามสมาคมฯ
บทบาทของการเป็นผู้ดูแล ดูแลสิ่งใด และอะไรคือภัยพิบัติ
เมื่อถามถึงที่มาของบทบาทในการเป็น “ผู้ดูแล” คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช เริ่มต้นจากความผูกพันกับบ้านเกิดที่นครศรีธรรมราช เมืองที่ท่านมองว่าเต็มไปด้วยมรดกหลากหลายประเภท สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ว่าเรามองเห็นสิ่งเหล่านั้นเป็น “มรดก” หรือไม่ และเราเลือกที่จะเห็นอะไรเป็นมรดกบ้าง ความผูกพันและการซึมซับคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ รอบตัวมาตั้งแต่วัยเยาว์ ทำให้คุณหมอค่อย ๆ เข้าไปมีบทบาทในการดูแลมรดกหลายประเภท ตั้งแต่งานที่เกี่ยวข้องกับพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช เอกสารและหนังสือของท่านพุทธทาส ไปจนถึงหนังสือบุด และของสะสมทางโบราณคดี
คุณหมอยกตัวอย่าง “ภัยพิบัติ” ที่เคยเผชิญหลายกรณี โดยสามกรณีหลักแสดงให้เห็นว่าภัยที่คุกคามมรดกวัฒนธรรมนั้นมีได้หลายรูปแบบ ทั้งปลวก น้ำท่วม ตลอดจนการสูญหายและโจรกรรม กรณีแรกคือการดูแลมรดกเอกสารของพุทธทาสภิกขุ ซึ่งมีเอกสารจำนวนมหาศาล เมื่อแรกเริ่มได้รวบรวมเอกสารต่าง ๆ ไว้ที่สวนโมกข์ ไชยา แต่สภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงทำให้เกิดปัญหาปลวก ถึงขั้นทำลายเอกสารสำคัญไปถึงสองตู้ เหตุการณ์นี้นำไปสู่การคิดหาวิธีจัดเก็บและดูแลอย่างเป็นระบบมากขึ้น และท้ายที่สุดนำมาสู่การก่อตั้งหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ที่กรุงเทพฯ ซึ่งดำเนินงานมาเป็นเวลากว่า 15 ปี และปัจจุบันดูแลเอกสารของท่านพุทธทาสกว่า 600,000 หน้า ตลอดจนวัตถุและสื่อประเภทอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก
กรณีที่สองเกิดขึ้นกับหนังสือสะสมส่วนตัวของคุณหมอเอง เมื่อน้ำท่วมบ้านที่นครศรีธรรมราช หนังสือราว 2,000 เล่มต้องจมอยู่ในน้ำนานประมาณหนึ่งวัน ในตอนแรกสภาพของหนังสือดูแทบไม่เหลือความหวังที่จะกู้คืน ทั้งเปียกชุ่มและเริ่มส่งกลิ่น แต่เมื่อตรวจดูพบว่าหนังสือเหล่านี้จำนวนมากมีบันทึกและโน้ตที่เขียนไว้ภายใน จึงไม่ใช่เพียงหนังสือที่สามารถหาซื้อทดแทนได้ แต่ยังเก็บร่องรอยความคิดและความทรงจำเอาไว้ด้วย หลังจากปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ จึงเริ่มกระบวนการกู้หนังสือด้วยการนำไปแช่แข็งเพื่อชะลอความเสียหาย ก่อนระดมอาสาสมัครวันละประมาณ 50–100 คน มาช่วยกันฟื้นฟูหนังสือ ภาพถ่าย อัลบั้ม และฟิล์มต่าง ๆ ใช้เวลาต่อเนื่องประมาณสามเดือน หนังสือต้องได้รับการดูแลและซับความชื้นทีละหน้า จนในที่สุดสามารถกู้สิ่งของเหล่านี้กลับมาได้ทั้งหมด ไม่ต้องทิ้งแม้แต่เล่มเดียว

กรณีที่สามแตกต่างออกไป เพราะ “ภัยพิบัติ” ไม่ได้มาจากธรรมชาติ แต่เกิดจากมนุษย์ นั่นคือกรณีหนังสือบุด หลายร้อยเล่มที่สูญหายไปจากคลังของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งในนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. 2563 คุณหมอได้รับการขอร้องให้ช่วยเหลือ จึงคิดจัดตั้งศูนย์รับบิณฑบาตหนังสือบุดและสมุดข่อยขึ้นที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช เป็นการสร้างช่องทางให้ผู้ที่ครอบครองเอกสารสามารถนำกลับมาคืนได้ และสกัดกั้นการซื้อขายเอกสารเหล่านี้ ในที่สุดสามารถรวบรวมหนังสือบุดกลับคืนมาได้เกือบ 500 เล่ม ก่อนส่งคืนสู่หน่วยงานต้นสังกัด คุณหมอได้จัดทำสำเนาดิจิทัลของเอกสารทั้งหมดไว้เพื่อให้ความรู้ที่อยู่ในเอกสารเหล่านั้นยังคงได้รับการเก็บรักษาและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ประสบการณ์ของคุณหมอบัญชาทำให้เห็นว่า “ภัยพิบัติ” ที่เกิดขึ้นกับมรดกวัฒนธรรมอาจไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์รุนแรงจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ จากสภาพแวดล้อม การจัดเก็บที่ไม่เหมาะสม การละเลย หรือแม้กระทั่งการกระทำของมนุษย์ ขณะเดียวกัน การเป็นผู้ดูแลก็ไม่ได้หมายความว่าคนคนหนึ่งจะต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตนเอง แต่หมายถึงความสามารถในการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง รู้ว่าจะต้องทำอะไรในภาวะฉุกเฉิน รู้ว่าจะขอความรู้จากใคร และสามารถระดมผู้คนและทรัพยากรที่จำเป็นเข้ามาร่วมกันดูแลได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานรัฐ กลยุทธ์ทางวัฒนธรรม การระดมอาสาสมัคร การรักษามรดกจึงเป็นภารกิจร่วมที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ การจัดการ เครือข่าย และเหนือสิ่งอื่นใด คือการมองเห็นว่าสิ่งใดมีคุณค่าพอที่เราจะลงมือรักษาไว้
สำหรับ ดร. คมกฤช ฤทธิ์ขจร การเข้ามาเป็นผู้ดูแลมรดกวัฒนธรรมเริ่มต้นจากความรักและความผูกพันกับรากเหง้าของครอบครัว ในฐานะลูกหลานของพระยาภักดีชุมพล (แล) หรือเจ้าพ่อพญาแล เจ้าเมืองชัยภูมิคนแรก ครอบครัวจึงมีข้าวของและผ้าเก่าสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับความสนใจในสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างชัยภูมิ อีสาน และดินแดนลุ่มน้ำโขงในอดีต เมื่อเห็นว่ารากวัฒนธรรมหลายอย่างกำลังเลือนหาย จึงเกิดความตั้งใจที่จะนำอดีตกลับมาเป็นฐานสำหรับการเรียนรู้และต่อยอดในปัจจุบัน จนนำไปสู่การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณชัยภูมิ (เฮือนคำมุ) ซึ่งเปิดดำเนินการมาแล้วกว่า 12 ปี
แนวคิดดังกล่าวปรากฏอยู่แม้กระทั่งในการออกแบบอาคารของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจำลองและประยุกต์รูปแบบจากสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น เช่น สิมและหอแจก เพื่อย้ำเตือนว่า การก้าวไปข้างหน้าไม่จำเป็นต้องละทิ้งสิ่งที่มีอยู่เดิม เมื่อรู้จักรากของตนเองแล้ว สิ่งใหม่ก็สามารถเติบโตและพัฒนาต่อไปได้อย่างมั่นคง
เมื่อพิพิธภัณฑ์เริ่มเป็นที่รู้จัก สิ่งที่เข้ามาอยู่ในการดูแลก็ค่อย ๆ ขยายออกไปมากกว่าผ้า จากการลงพื้นที่ศึกษาประวัติศาสตร์และโบราณคดี ตลอดจนความไว้วางใจจากชาวบ้านที่นำสิ่งของมามอบให้ จึงมีทั้งโบราณวัตถุสมัยทวารวดี เหรียญศรีวัตสะ กำไลสัมฤทธิ์ และวัตถุอีกหลายประเภทเข้ามาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ เพื่อเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมและเรียนรู้โดยไม่เก็บค่าเข้าชม
ทว่า “ภัยพิบัติ” ที่เกิดขึ้นกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้กลับมาจากสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือ เสียง จากขบวนรถแห่ในงานบุญเดือนหก ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญของท้องถิ่น เดิมขบวนมีรถเครื่องเสียงเพียงไม่กี่คัน แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ขยายจำนวนและกำลังเสียงขึ้นอย่างมาก จนล่าสุดมีรถแห่กว่าร้อยคันเคลื่อนผ่านหน้าพิพิธภัณฑ์ต่อเนื่องตั้งแต่กลางวันจนถึงค่ำ แรงสั่นสะเทือนจากเสียงทำให้สิ่งของภายในอาคารได้รับความเสียหาย ตั้งแต่หลอดไฟและฝ้าเพดาน ไปจนถึงโบราณวัตถุที่แตกหัก แม้ตัวอาคารจะได้รับการเสริมผนังหลายชั้นเพื่อป้องกันแรงสั่นสะเทือนแล้วก็ตาม วัตถุที่เสียหายบางส่วนจึงต้องส่งให้กรมศิลปากรช่วยอนุรักษ์และประติดประต่อกลับคืน
กรณีนี้ทำให้ ดร. คมกฤชชวนให้คิดถึง “ภัย” ที่เกิดจากเสียง ซึ่งมักไม่ได้รับความสนใจเท่าภัยประเภทอื่น ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับโบราณวัตถุหรืออาคารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะผู้เจ็บป่วยหรือผู้ที่ไม่สามารถหลีกหนีออกจากพื้นที่ได้ ท่านจึงเสนอให้คำนึงถึงข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับระดับเสียงอย่างจริงจัง


ในอีกด้านหนึ่ง ปัญหานี้ยังเปิดคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ประเพณีกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ เพราะงานบุญเดือนหกเองเป็นประเพณีที่ชุมชนต้องการสืบทอด ขณะที่วัฒนธรรมรถแห่และเครื่องเสียงขนาดใหญ่เป็นความนิยมของยุคสมัยที่เพิ่มเติมขึ้นมาต่อยอดจากงานบุญประเพณีในแบบเดิม โจทย์จึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่การเลือกรักษาสิ่งหนึ่งแล้วปฏิเสธอีกสิ่งหนึ่ง การทำให้กิจกรรมทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอสามารถดำรงอยู่ร่วมกับผู้คนและมรดกประเภทอื่นได้โดยไม่สร้าง “ภัยพิบัติ” ให้แก่สิ่งที่อยู่รอบข้างคือโจทย์ที่แท้จริง
เส้นทางของคุณกนิษฐา กสิณอุบล ในฐานะผู้ดูแลมรดกของสยามสมาคมฯ มีจุดเริ่มต้นแตกต่างจากวิทยากรอีกสองท่าน เพราะโดยส่วนตัวไม่ใช่นักสะสม หากเริ่มทำงานที่สยามสมาคมฯ จากตำแหน่งผู้ช่วยบรรณารักษ์ ซึ่งคุณกนิษฐาย้อนความทรงจำว่าเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่มีความสุขมาก การได้สัมผัสหนังสือหายากและหนังสือเก่าที่งดงามทำให้เกิดความอยากรู้ อยากเปิดอ่านและทำความรู้จักหนังสือทุกเล่ม จากความสนใจส่วนตัวและการทำงานท่ามกลางผู้คนที่มองเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ จึงค่อย ๆ เติบโตมาสู่บทบาทของการรับผิดชอบดูแลมรดกจำนวนมากของสมาคมในปัจจุบัน
ในวาระที่สยามสมาคมฯ มีอายุครบ 121 ปี คุณกนิษฐาชวนให้มองว่า “สมบัติ” ที่องค์กรแห่งนี้ดูแลมีตั้งแต่สิ่งขนาดใหญ่ที่สุดอย่างที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของสมาคม อาคารหอประชุม และเรือนโบราณต่าง ๆ ไปจนถึงวัตถุขนาดเล็กภายในห้องสมุด เช่น งานไม้แกะสลัก แผนที่โบราณ หนังสือหายาก และเอกสารที่ต้องเก็บรักษาภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สิ่งของจำนวนมากเหล่านี้ได้มาจากการบริจาค การเป็นองค์กรที่รับของบริจาคจึงมาพร้อมความรับผิดชอบ เพราะเบื้องหลังการมอบสิ่งของแต่ละครั้งคือความไว้วางใจและความคาดหวังของผู้ให้ว่าสิ่งที่มอบมาจะได้รับการดูแลอย่างดี ปลอดภัย และไม่สูญหาย คุณกนิษฐาจึงย้ำว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็น “ของสยามสมาคมฯ” แต่เป็นสมบัติของชาติที่สมาคมเพียงรับหน้าที่ดูแลรักษาไว้
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สยามสมาคมฯ ต้องรับมือกับภัยหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่น้ำรั่วและน้ำท่วม ไปจนถึงเหตุไฟไหม้อาคารสำนักงาน แม้เอกสารและหนังสือสำคัญจำนวนมากจะถูกย้ายไปยังอาคารแห่งใหม่ก่อนเกิดเหตุแล้ว แต่หนังสือและสมุดข่อยบางส่วนยังได้รับผลกระทบจากเขม่าควันและต้องใช้เวลาฟื้นฟูในระยะยาว ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นความสำคัญของเครือข่ายอย่างชัดเจน เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่มีองค์กรใดสามารถจัดการทุกอย่างได้เพียงลำพัง ทั้งผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครต่างเป็นกำลังสำคัญในการทำให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติและช่วยกอบกู้สิ่งที่ได้รับความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม ภัยต่อมรดกไม่ได้มาในรูปของเหตุฉุกเฉินครั้งใหญ่เท่านั้น หลังจากเหตุไฟไหม้ ยังพบปัญหาหนอนหนังสือและเชื้อราในห้องหนังสือหายาก ซึ่งต้องอาศัยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์อย่างอาจารย์จิราภรณ์ อรัณยะนาค และการทำงานร่วมกันของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร ปัญหาบางอย่างยังเกิดขึ้นซ้ำจากความบกพร่องในการดูแล เช่น การควบคุมความชื้นไม่เหมาะสม ทำให้เห็นว่า “ภัย” อาจเกิดจากความไม่รู้ การละเลย หรือการขาดการวางแผนล่วงหน้าของผู้ดูแลเองได้เช่นกัน


นอกจากนี้ สยามสมาคมฯ ยังต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมโดยรอบ โดยเฉพาะการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่และอาคารสูงในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของอาคารเก่าอย่างเรือนคำเที่ยง และในระหว่างที่อาคารปิดเพื่อซ่อมแซมก็กลับเกิดปัญหาปลวกตามมาอีกทอดหนึ่ง ประสบการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า การดูแลมรดกไม่ใช่เพียงการตอบสนองเมื่อเกิดเหตุ หากต้องคิดล่วงหน้าถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และตระหนักอยู่เสมอว่าสิ่งที่เราดูแลนั้นไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม เมือง ผู้คน และการตัดสินใจที่เกิดขึ้นรอบตัวตลอดเวลา

เราคาดหวังว่าเมืองจะดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เราดูแลมรดกของเราได้ดีขึ้นได้อย่างไร
คุณกนิษฐา กสิณอุบล ยกประเด็นเรื่องผังเมืองและการควบคุมการก่อสร้าง โดยชี้ว่า แม้การก่อสร้างจะมีกฎหมายกำกับอยู่แล้ว แต่เมื่อมีโครงการใหม่เกิดขึ้นใกล้อาคารหรือสถานที่ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ก็ควรพิจารณาด้วยว่าสิ่งที่อยู่โดยรอบคืออะไร และมีมรดกใดที่ควรได้รับการปกป้อง มิใช่พิจารณาเพียงว่าอาคารใหม่สามารถก่อสร้างได้ตามข้อกำหนดหรือไม่ ปัญหาสำคัญจึงใช่ว่าไม่มีกฎหมาย แต่อยู่ที่การเคารพและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
ดร. คมกฤชเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ไม่ว่าจะเป็นเทศบัญญัติในท้องถิ่นหรือกฎระเบียบของกรุงเทพมหานคร ต่างก็มีกลไกทางกฎหมายรองรับอยู่แล้ว แต่คำถามคือกฎหมายเหล่านั้นถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด เช่นเดียวกับกรณีรถแห่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายส่วน ตั้งแต่การดัดแปลงรถ การจัดการจราจร ไปจนถึงการควบคุมระดับเสียง หากผู้มีหน้าที่กำกับดูแลไม่ทำให้กฎเกณฑ์เหล่านี้เกิดผลในทางปฏิบัติ ภาระในการรับมือกับผลกระทบก็กลับตกอยู่กับประชาชนและผู้ดูแลมรดกเอง ในวงเสวนายังมีข้อสังเกตจากผู้เข้าร่วมว่า ปัญหาการทุจริตและความไม่โปร่งใสในกระบวนการต่าง ๆ เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้กฎหมายและมาตรการที่มีอยู่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่ควรจะเป็น
คุณหมอบัญชาพงษ์พานิชจึงชวนกลับมามองจากประสบการณ์ของผู้ลงมือดูแลมรดกว่า ปัญหาที่พบมีตั้งแต่เรื่องใหญ่ไปจนถึงเรื่องเล็กและเรื่องที่คาดไม่ถึง สิ่งแรกที่ผู้ดูแลต้องมีจึงอาจเป็นความ “อึด” และพร้อมที่จะหาหนทางอื่นเมื่อกลไกที่มีอยู่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ดังเช่นกรณีการติดตามหนังสือบุดและสมุดข่อยกลับคืน ซึ่งแทนที่จะพึ่งพากระบวนการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว กลับเลือกใช้กลไกทางวัฒนธรรมผ่านการ “บิณฑบาต” หนังสือ ร่วมกับพลังของสื่อและเครือข่ายสังคม สร้างช่องทางใหม่ในการนำมรดกกลับคืนสู่สาธารณะ
ประสบการณ์อื่น ๆ ของคุณหมอยังขยายความหมายของคำว่า “มรดก” ออกไปอีก ตั้งแต่อาคารเก่าที่หลายคนเห็นว่าควรรื้อ แต่ได้รับการอนุรักษ์และศึกษาทางโบราณคดีอย่างจริงจัง ไปจนถึงวัตถุชิ้นเล็ก ๆ อย่างเศษหิน เศษกระเบื้อง และลูกปัดโบราณที่พบในพื้นที่คอคอดกระ ซึ่งเมื่อได้รับการศึกษาและจัดทำฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบ กลับกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยเปิดมิติใหม่ของการศึกษาประวัติศาสตร์และความเชื่อมโยงของผู้คนในภูมิภาคนี้ คุณหมอบัญชาจึงตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยมีมรดกอยู่มากมาย เพียงแต่หลายครั้งเรา “ไม่เห็นคุณค่า หรือเห็นแต่มูลค่า” และด้วยเหตุนี้ แม้คนอื่นอาจมองท่านว่าเป็น “นักสะสม” แต่ท่านมองบทบาทของตนเองว่าเป็น “นักกอบกู้” เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการเก็บวัตถุเอาไว้ หากต้องทำให้สิ่งเหล่านั้นกลับมาสร้างความรู้และมีความหมายต่อสังคมได้อีกครั้ง


ท้ายที่สุด คุณกนิษฐาฝากให้มองสยามสมาคมฯ ในฐานะพื้นที่สำหรับการค้นคว้าและแหล่งความรู้ที่เป็นมรดกร่วมที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ และมีส่วนร่วมในการรักษาไว้
เรื่องราวจากวิทยากรทั้งสามทำให้เห็นว่า การดูแลมรดกวัฒนธรรมไม่ได้เริ่มต้นเมื่อเกิดภัยพิบัติ และไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อวัตถุได้รับการซ่อมแซม แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องของการมองเห็นคุณค่า เฝ้าระวัง เรียนรู้ ลงมือ และสร้างเครือข่ายเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ภัยที่คุกคามมรดกเองก็มีได้ตั้งแต่สิ่งที่มองเห็นได้ชัดอย่างน้ำท่วม ปลวก และการโจรกรรม ไปจนถึงสิ่งที่เรามักไม่ทันนึกถึง เช่น ความชื้น เสียง การก่อสร้าง การละเลย หรือระบบที่ไม่สามารถทำหน้าที่ปกป้องสิ่งที่มีคุณค่าได้อย่างเต็มที่ การเสวนาครั้งนี้ชวนให้กลับมาถามคำถามพื้นฐานว่า เราเห็นอะไรเป็นมรดก และเมื่อมองเห็นคุณค่าของมันแล้ว เราจะร่วมกันดูแลสิ่งนั้นอย่างไร เพื่อให้เรื่องราว ความรู้ และความทรงจำที่สามารถส่งต่อไปยังผู้คนในอนาคตได้
ถึงที่สุดแล้ว หากเครือข่ายคือเงื่อนไขสำคัญของการทำให้มรดกผ่านพ้นวิกฤต คำถามต่อไปคือ เราจะทำอย่างไรให้ผู้คนในชุมชนของเรารู้สึกว่าพวกเขาร่วมเป็นเจ้าของมรดกที่เราดูแลรักษาเอาไว้ด้วย
งานเสวนานี้เป็นกิจกรรมเปิดงาน Heritage Partner Network Day ภายใต้ธีม “สมบัติในมือเรากับการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ” โดยแผนกพิทักษ์มรดกสยาม เพื่อแนะนำเว็บไซต์ ‘คลังความรู้พิทักษ์มรดกสยาม’ (SHT Knowledge Hub) จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ท่านสามารถทดลองค้นคว้าในฐานข้อมูลนี้ ซึ่งรวบรวมทรัพยากรบุคคล เอกสารความรู้ และเครื่องมือปักหมุดแจ้งเตือนมรดกที่อยู่ในความเสี่ยงได้ที่ https://thesiamsociety.org/knowledge-hub/