เลือกหน้า
Back to Lectures

พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช องค์ความรู้ปัจจุบันและข้อสันนิษฐาน จากหลักฐานศิลปกรรม-โบราณคดี

พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราชเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงศูนย์กลางการประดิษฐานพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยตลอดไปจนถึงแหลมมลายู เนื่องจากตั้งอยู่ในจุดที่ควบคุมการค้าข้ามคาบสมุทรมาแต่โบราณ มีรูปแบบทางศิลปกรรมประกอบด้วยส่วนของฐานประทักษิณยกสูงประดับเสาอิงคล้ายสถาปัตยกรรมศรีวิชัย ขณะที่ซุ้มประดับช้างล้อม, ชุดฐานรองรับองค์ระฆังเป็นฐานบัวสัดส่วนเตี้ย, องค์ระฆังทรงโอคว่ำขนาดใหญ่, บัลลังก์สี่เหลี่ยม มีประติมากรรมพระสาวกเดินเวียนรอบแกนฉัตรตามอิทธิพลจากศิลปะลังกา ส่วนปล้องไฉนทรงแหลมสูงซึ่งได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยอยุธยาลงมา โดยมีปลียอดหุ้มด้วยแผ่นทองทำมีจารึกเก่าที่สุดราวพุทธศตวรรษที่ 22 รูปแบบศิลปกรรมดังกล่าวจึงกำหนดอายุองค์พระบรมธาตุเจดีย์ที่เห็นได้ในช่วงประมาณ พ.ศ.1700 ลงมา อย่างไรก็ตามการดำเนินงานทางโบราณคดีในปัจจุบันได้พบว่าอิฐที่ก่อรากฐานของพระบรมธาตุมีอายุเก่าจนถึงพุทธ-ศตวรรษที่ 15 องค์พระบรมธาตุเจดีย์แต่เดิมจึงอาจจะเคยมีรูปแบบเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบจันทิ (Candi) หรือเจดีย์ทรงระฆัง รวมทั้งแผนผังที่มีเจดีย์รายเรียงรอบเป็นแถวในลักษณะของมณฑล (Mandala) คล้ายศาสนสถานในศิลปะชวาของอินโดนีเซียมาก่อน จนกระทั่งในพุทธศตวรรษที่ 18 จึงได้มีการปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์เป็นทรงระฆังมีช้างล้อมตามอิทธิพลจากศิลปะลังกาที่แพร่หลายมากขึ้นในระยะเวลาดังกล่าว

โบราณสถานและศิลปกรรมโดยรอบพระบรมธาตุเจดีย์ส่วนใหญ่ถูกสร้างซ่อมขึ้นหลังพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาด้วยรูปแบบศิลปะอยุธยา-รัตนโกสินทร์ ดังเช่นซุ้มพระพุทธรูปในวิหารทับเกษตร วิหารพระทรงม้า วิหารโพธิลังกา วิหารธรรมศาลา ระเบียงคด และพระวิหารหลวงเป็นต้น จนกระทั่งอาณาบริเวณของพระบรมธาตุเจดีย์ได้มีสถานะเป็นวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารในสมัยรัชกาลที่ 6

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ถูกรับรองเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากองค์กรยูเนสโก (UNESCO) โดยมีการกำหนดคุณค่าที่โดดเด่นระดับสากล (Outstanding Universal Value -OUV ด้วยเกณฑ์จำนวน 2 ข้อ ได้แก่ Criterion (II) แสดงถึงการแลกเปลี่ยนอิทธิพลด้านศิลปกรรม สถาปัตยกรรมและความเชื่อทางศาสนาในสมัยโบราณ และ Criterion (VI) เป็นศูนย์กลางแห่งความศรัทธาที่สืบทอดประเพณีความเชื่ออย่างต่อเนื่องเช่นประเพณีการแห่ผ้าขึ้นธาตุ นับเป็นมรดกโลกแห่งแรกของประเทศไทยซึ่งเป็นโบราณสถานที่ยังมีชีวิตหรือถูกใช้งานต่อเนื่องมาโดยไม่ขาดสาย (Living Monument)

About the speaker

รองศาสตราจารย์ ดร.ประภัสสร์ ชูวิเชียร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ และปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์ศิลปะไทย จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดระยะเวลาการทำงานทางวิชาการ ได้ศึกษาวิจัยศิลปกรรมและพัฒนาการทางศิลปะในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทยและภูมิภาค ทั้งศิลปะอยุธยาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เจดีย์ทรงระฆังในศิลปะอยุธยา ศิลปะล้านช้างที่เมืองโบราณเวียงคุก ศิลปกรรมโบราณเมืองกำแพงเพชร ตลอดจนศิลปกรรมของวัดในเมืองอุทัยธานี โดยงานวิจัยเหล่านี้ได้รับทุนสนับสนุนจากคณะโบราณคดีและมหาวิทยาลัยศิลปากรในโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากงานวิจัยแล้ว ยังมีผลงานเขียนที่นำเสนอความรู้ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีแก่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง อาทิ พระบรมธาตุเจดีย์ นครศรีธรรมราช มหาสถูปแห่งคาบสมุทรภาคใต้, 5 มหาเจดีย์สยาม, ศิลปะลาว, วัดร้างในบางกอก, อยุธยาในย่านกรุงเทพฯ ศิลปกรรมที่สัมพันธ์กับแม่น้ำลำคลอง, ศิลปะกรุงธนบุรี, กำแพงเพชร นครโบราณ อลังการศิลปกรรม และ เมืองโบราณในประเทศไทย ภูมิศาสตร์ความเป็นมา หลักฐานโบราณคดี นอกจากนี้ ยังมีประสบการณ์ด้านการบริหารและงานวิชาการ โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาศิลปกรรมโบราณในเอเชียอาคเนย์ คณะโบราณคดี ระหว่าง พ.ศ. 2556–2561 และหัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ ระหว่าง พ.ศ. 2565–2569 รวมทั้งเป็นกองบรรณาธิการวิชาการวารสารดำรงวิชาการ วารสารรวมบทความทางวิชาการของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

When

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2569 เวลา 14:00 น.

Where

ห้องบรรยาย ชั้น 4 สยามสมาคมฯ

Admission

ไม่มีค่าใช้จ่าย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ

เบอร์ 02 661 6470-3 ต่อ 201 หรืออีเมล lectures@thesiamsociety.org

More upcoming lectures