เลือกหน้า
Back to news
14 ตุลาคม 2569

สรุปกิจกรรม ฉายภาพยนตร์ มิวาตาริ และสนทนา งาน Heritage Partners Network Day

เมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569 สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยแผนกพิทักษ์มรดกสยาม จัดกิจกรรมฉายภาพยนตร์และสนทนา เป็นส่วนหนึ่งของงาน Heritage Partners Network Day เพื่อแนะนำเว็บไซต์ ‘คลังความรู้พิทักษ์มรดกสยาม’ (SHT Knowledge Hub) โดย รศ. ดร. ชาติชาย มุกสง ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ดร.ปัณฑิตา ตันวัฒนะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี คุณก้อง ฤทธิ์ดี รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ เป็นผู้ชวนสนทนา

การสนทนานี้จัดขึ้นภายหลังการฉายภาพยนตร์สั้นเรื่อง มิวาตาริ (Miwatari) ภาพยนต์ชนะรางวัล Grand Jury Award ปี 2024 จาก CCCL Film Festival ว่าด้วยเรื่องบทบาทของจดหมายเหตุในการบันทึกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและความทรงจำของชุมชน เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ “มิวาตาริ” บริเวณทะเลสาบซูวะ ประเทศญี่ปุ่น ที่เกิดขึ้นเมื่อผิวน้ำแข็งขยายตัวและหดตัวจากความผันผวนของอุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืน จนเกิดแรงดันดันแผ่นน้ำแข็งให้โก่งตัวเป็นแนวสันยาว โดยตามความเชื่อชินโต เชื่อว่าเป็นรอยเท้าหรือเส้นทางเดินของเทพเจ้าที่ข้ามทะเลสาบไปหาเทพีอีกฝั่งหนึ่ง

บันทึกและจดหมายเหตุกับการศึกษาประวัติศาสตร์สภาพภูมิอากาศในประเทศไทย

แม้ประเทศไทยจะมีบันทึกเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่มีความต่อเนื่องและละเอียดที่อาจเทียบกับจดหมายเหตุของวัดในภาพยนตร์ มิวาตาริ หลงเหลือให้ศึกษาอยู่ไม่มาก และลักษณะขององค์ความรู้ที่วัดเก็บดูแลรักษาจะต่างกันไประหว่างบริบทของวัดไทยและวัดญี่ปุ่นในภาพยนตร์ รศ. ดร. ชาติชาย ชี้ให้เห็นว่า ยังมีเอกสารประวัติศาสตร์หลายประเภทที่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการศึกษาสภาพภูมิอากาศในอดีตได้ แม้ไม่ได้ถูกบันทึกเพื่อจุดประสงค์นี้โดยตรง เช่น ตำราโหราศาสตร์และเอกสารโบราณที่บันทึกการสังเกตดวงดาว ดวงจันทร์ เมฆ รุ้งกินน้ำ หมอกธุมเกตุ ดาวหาง และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ ซึ่งมักถูกนำมาเชื่อมโยงกับการตีความเหตุการณ์บ้านเมือง หรือบันทึกอุณหภูมิกรุงเทพฯ ในวารสารสยามสมาคมฯ โดย ดร. แคมป์เบล ไฮเอต (Dr. Campbell Highet) นายแพทย์ชาวอังกฤษที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขในสยามช่วง พ.ศ. 2441–2468 หลักฐานเหล่านี้สะท้อนการสังเกตและทำความเข้าใจธรรมชาติ ตั้งแต่การตีความปรากฏการณ์ธรรมชาติเพื่อพยากรณ์เหตุการณ์ การมองปรากฏการณ์ผ่านความเชื่อ ไปจนถึงการริเริ่มการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ

 

ในประเด็นเดียวกันนี้ คุณก้องยกตัวอย่างภาพยนตร์บันทึกเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2485 ซึ่งหอภาพยนตร์ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภาพยนตร์แห่งชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าภาพยนตร์ดังกล่าวมีคุณค่าไม่เพียงในฐานะหลักฐานประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย แต่ยังเป็นหลักฐานสำหรับการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ภูมิอากาศ วิถีความเป็นอยู่ การตอบสนองต่อน้ำท่วม อารมณ์ความรู้สึกของผู้คน และรวมถึงบทบาทของภาพยนตร์ในการบันทึกความเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้น การดูแลรักษาหนังสือ เอกสาร ภาพถ่าย ภาพยนตร์ และประวัติศาสตร์บอกเล่า จึงมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศในระยะยาว

องค์ความรู้ท้องถิ่นกับการเตรียมความพร้อมรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ 

ดร.ปัณฑิตา เล่าว่าในแวดวงวิชาการ “ข่าวร้าย” ของสภาวะโลกรวนถูกยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่า และมีแต่จะรุนแรงขึ้นในการรายงานทุกๆ ปี ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นี้สอดคล้องกับองค์ความรู้ท้องถิ่นใน มิวาตาริ ที่ถูกเก็บในจดหมายเหตุของวัดและเป็นเอกสารที่สั่งสมประสบการณ์ของคนหลายรุ่นในหนึ่งชุมชน ในการอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปที่ส่งผลต่อความเชื่อที่สืบทอดกันมากว่า 580 ปี

ในบริบทของประเทศญี่ปุ่น มรดกความทรงจำนี้ไม่ได้อยู่เฉพาะในเอกสาร แต่ยังปรากฏในรูปแบบของสถาปัตยกรรม การวางผังเมือง วิถีชีวิต และการปรับตัวของชุมชนต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ เช่น ในหมู่บ้านโบราณชิราคาวะที่เผชิญความเสี่ยงจากไฟไหม้จากหลังคามุงฟางข้าว ที่ป้องกันตัวบ้านจากอากาศหนาวและภัยหิมะถล่ม มีการออกแบบให้มีสปริงเกอร์ดับไฟที่ซ่อนตัวในทุกๆ มุมของหมู่บ้านในรูปแบบที่กลมกลืนไปกับสถาปัตยกรรมดั้งเดิม ในเมืองเกียวโต ถังน้ำสีแดงที่กระจายตัวอยู่ในเมือง ทำหน้าที่เป็นสิ่งเตือนใจถึงเหตุการณ์อัคคีภัยครั้งใหญ่ ในระดับผังเมือง เมืองโตเกียวก็มีการออกแบบให้แนวอาคารป้องกันการลุกลามของไฟ ตัวอย่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกับธรรมชาติจำเป็นต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกัน องค์ความรู้ดั้งเดิมของไทยสะท้อนการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับธรรมชาติ การสร้างบ้านหลังคาจั่วที่มีเสาสูง และการปลูกบ้านในพื้นที่ลุ่มต่ำริมน้ำแสดงการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับฤดูกาลของน้ำ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเมืองและการวางผังตามแนวคิดสมัยใหม่ ทำให้องค์ความรู้ดั้งเดิมเหล่านี้ รวมถึงการวางผังเมืองตามพื้นที่เขตร้อนไม่ได้รับการสานต่อ สิ่งที่มาทดแทนคือการถมคลอง การยึดการสัญจรทางถนน ทำให้สังคมค่อยๆ สูญเสียภูมิปัญญาในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติเดิมไป

รศ. ดร. ชาติชายเสริมว่าการจัดการธรรมชาติที่มองธรรมชาติเป็นสิ่งที่ควบคุมได้นี้เป็นแนวคิดสมัยใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างน้อยราว 150 ปีก่อน นำไปสู่การกลับมาทบทวนว่ามนุษย์ควรควบคุมธรรมชาติมากเพียงใด และควรนำองค์ความรู้ดั้งเดิมกลับมาปรับใช้กับการจัดการสภาพแวดล้อมในปัจจุบันอย่างไร

“เรายังประมาทเกินไปมาก กับธรรมชาติที่เตือนเราแล้วหลายครั้ง”

ดร. ปัณฑิตาอธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการรอรับมือ ไปสู่การเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะในระดับชุมชน ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับพื้นที่และความเสี่ยงเฉพาะถิ่นอยู่แล้ว ดร.ปัณฑิตาเล่าถึงการทำงานร่วมกับชุมชนในภาคเหนือในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับดินถล่ม น้ำท่วม ภัยแล้ง และภัยร้อน โดยพบว่าการสนับสนุนจากภาครัฐยังมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก ขณะที่การทำงานเชิงป้องกันและการเสริมศักยภาพชุมชนยังขาดงบประมาณและช่องทางสนับสนุน ทำให้การจัดการภัยพิบัติมักเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

โดยสรุป จดหมายเหตุด้านสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ แต่ยังเป็นคลังขององค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีที่มนุษย์ปรับตัวและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ การอนุรักษ์เอกสารและความทรงจำตั้งแต่ในระดับชุมชน จึงเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต และช่วยให้เราทบทวนบทเรียนจากวิถีชีวิตในอดีตเพื่อพัฒนาวิธีรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

งานเสวนานี้เป็นกิจกรรมเปิดงาน Heritage Partner Network Day ภายใต้ธีม “สมบัติในมือเรากับการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ” โดยแผนกพิทักษ์มรดกสยาม เพื่อแนะนำเว็บไซต์ ‘คลังความรู้พิทักษ์มรดกสยาม’ (SHT Knowledge Hub) จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม ที่ผ่านมา ท่านสามารถทดลองค้นคว้าในฐานข้อมูลนี้ ซึ่งรวบรวมทรัพยากรบุคคล เอกสารความรู้ และเครื่องมือปักหมุดแจ้งเตือนมรดกที่อยู่ในความเสี่ยงได้ที่ https://thesiamsociety.org/knowledge-hub/