เลือกหน้า
Back to news
30 October 2026

Heritage Alert: จากชุมชนแขกแพสู่มรดกริมเจ้าพระยา: บทเรียนการพิทักษ์มรดกจากชุมชนริมน้ำเขตบางพลัด

เมื่อโครงการก่อสร้างทางเดินเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาระยะทางประมาณ 3.5 กิโลเมตร อาจส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนเก่าแก่ ศาสนสถาน และภูมิทัศน์วัฒนธรรม ชุมชนริมน้ำในเขตบางพลัด จึงร่วมกันรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์และข้อมูลความเสี่ยง เพื่อปกป้องมรดกชุมชน กรณีนี้สะท้อนทั้งพลังของชุมชน ความสำคัญของการเข้าถึงข้อมูล และกลไกทางกฎหมายในการกำหนดอนาคตของพื้นที่

ประวัติศาสตร์ริมเจ้าพระยา จากชุมชนเรือนแพสู่ย่านการค้าและพหุวัฒนธรรม

พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกในเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพัฒนาการของเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสายน้ำมากว่าศตวรรษ ก่อนการขยายตัวของถนนและการคมนาคมทางบก แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางหลักของการเดินทาง การค้าขาย และการตั้งถิ่นฐาน ชุมชนริมฝั่งจึงเติบโตขึ้นโดยมีแม่น้ำเป็นศูนย์กลางของชีวิตทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

หนึ่งในชุมชนที่มีประวัติศาสตร์โดดเด่นคือชุมชนมุสลิมบางอ้อ ซึ่งมีความทรงจำเกี่ยวกับบรรพบุรุษที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาและพื้นที่ใกล้เคียงภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองใน พ.ศ. 2310 ผู้คนกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับการค้าทางน้ำ โดยเฉพาะการค้าไม้ซุง และเป็นที่รู้จักในชื่อ  “แขกแพ” เนื่องจากใช้เรือนแพเป็นทั้งที่พักอาศัย ประกอบศาสนกิจ และเป็นสถานที่ประกอบอาชีพ

เมื่อการค้าระหว่างสยามกับต่างประเทศขยายตัวมากขึ้น โดยเฉพาะภายหลังสนธิสัญญาเบาริ่ง พ.ศ. 2398 กิจการค้าไม้และการขนส่งทางน้ำได้เติบโตขึ้นตามลำดับ ชุมชนบางอ้อกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าไม้ซุงริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีทั้งการล่องซุง ผูกแพ ซื้อขาย แปรรูป และขนส่งไม้ โดยมีครอบครัวพ่อค้าไม้หลายตระกูลเป็นกำลังสำคัญ

จากการตั้งถิ่นฐานบนแพ ผู้คนค่อยๆ ขยับขยายขึ้นมาสร้างบ้านเรือนบนฝั่ง และพัฒนาชุมชนให้มีความมั่นคงมากขึ้น หลักฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ยังปรากฏอยู่ในบ้านเรือนไม้เก่าแก่ที่สร้างขึ้นในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชกาลที่ 7 รวมถึงมัสยิดบางอ้อ ซึ่งสร้างเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2462 และยังคงเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมของชุมชนจนถึงปัจจุบัน

พื้นที่ริมแม่น้ำแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวพุทธที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เช่น ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี ซึ่งมีวัดเป็นศูนย์กลางมาตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ความใกล้ชิดระหว่างวัด มัสยิด บ้านเรือน และพื้นที่ค้าขายริมแม่น้ำ สะท้อนให้เห็นว่าชุมชนริมแม่น้ำในเขตบางพลัดเป็นภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่บันทึกประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกันของผู้คนต่างศาสนาและวัฒนธรรม อันเป็นส่วนหนึ่งของการก่อรูป
กรุงเทพมหานคร

เมื่อโครงการพัฒนาริมแม่น้ำอาจกระทบมรดกของชุมชน

ใน พ.ศ. 2569 ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตบางพลัด ได้แสดงความกังวลต่อ “โครงการพัฒนาริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตบางพลัด” ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีแผนก่อสร้างทางเลียบหลังเขื่อนและปรับปรุงพื้นที่ริมแม่น้ำต่อเนื่องประมาณ 3.5 กิโลเมตร ด้วยงบประมาณประมาณ 264 ล้านบาท แม้โครงการจะมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำ แต่เมื่อพิจารณาแนวก่อสร้างร่วมกับที่ตั้งของอาคารและชุมชนเก่าแก่ กลับพบความเสี่ยงต่อมรดกทางวัฒนธรรมหลายแห่ง ทั้งจากแนวก่อสร้างที่พาดทับตัวอาคาร การก่อสร้างในระยะประชิด และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ริมน้ำซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของประวัติศาสตร์ชุมชน

 

สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้รับรายงานผ่านระบบ Heritage Alert จำนวน 7 รายการ
คลิก รายการมรดกเฝ้าระวัง  เพื่ออ่านรายละเอียดทั้งหมด
หรือคลิกบนภาพเพื่ออ่านรายละเอียดแต่ละรายการ 

เมื่อพิจารณารายงานทั้ง 7 รายการร่วมกัน จะเห็นว่าความเสี่ยงจากโครงการพัฒนาไม่ได้จำกัดอยู่ที่อาคารใดอาคารหนึ่ง แต่ครอบคลุมทั้งมรดกสิ่งก่อสร้าง โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนและยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน พื้นที่ประกอบศาสนกิจ วิถีชีวิต และภูมิทัศน์วัฒนธรรมริมแม่น้ำที่มีความต่อเนื่องกัน แม้อาคารประวัติศาสตร์บางหลังอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการรื้อถอน แต่การเปลี่ยนแปลงพื้นที่โดยรอบก็อาจทำให้ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างอาคาร ชุมชน และแม่น้ำสูญเสียไปด้วย

Heritage Alert: จากเสียงของชุมชนสู่ข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริง

กรณีของชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตบางพลัด สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของชุมชนที่ตระหนักในคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมและลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ของตนเอง การพิทักษ์มรดกมิได้เริ่มต้นจากการคัดค้านโครงการพัฒนาเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการทำความเข้าใจว่าพื้นที่ของตนมีคุณค่าอย่างไร มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเช่นใด และการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อคุณค่าเหล่านั้นอย่างไรบ้าง

หนึ่งในคุณูปการสำคัญของระบบ Heritage Alert คือการเป็นช่องทางรวบรวมข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำมาจัดระเบียบและเผยแพร่เป็นข้อมูลที่ผู้แจ้ง หน่วยงาน และองค์กรต่างๆ สามารถนำไปใช้ประกอบการพิจารณาหรือดำเนินงานต่อได้ สำหรับกรณีนี้ ชุมชนได้รวบรวมทั้งประวัติศาสตร์ชุมชน คุณค่าและความสำคัญของอาคารประวัติศาสตร์ ภาพถ่ายเก่า เอกสารสิทธิที่ดิน แผนที่ แบบก่อสร้าง รายละเอียดโครงการ ตลอดจนการระบุประเภทและลักษณะความเสี่ยงต่อมรดกแต่ละแห่งอย่างละเอียด

การจัดทำข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ข้อกังวลของชุมชนได้รับการอธิบายอย่างเป็นรูปธรรม สามารถตรวจสอบและนำไปประกอบการทำงานของหน่วยงานด้านมรดกวัฒนธรรม หน่วยงานรัฐ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมได้ ที่สำคัญ ระบบ Heritage Alert ยังช่วยให้มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างมรดกแต่ละแห่ง แทนที่จะพิจารณาเป็นอาคารหรือสถานที่แยกขาดจากกัน เพราะสิ่งที่ชุมชนพยายามรักษาไว้ไม่ใช่เพียงบ้านเก่าหรือศาสนสถาน แต่รวมถึงประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานและภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่ผู้คนร่วมกันสร้างและสืบทอดมา

บทเรียนทางกฎหมาย: ชุมชนมีสิทธิอะไรในการปกป้องมรดกของตนเอง?

ประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่รับรองสิทธิของประชาชนในการดูแลมรดกของชุมชน การมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนา และการตรวจสอบการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะ จากข้อเสนอทางกฎหมายของอาจารย์พงษ์สวัสดิ์ อักษรสวาสดิ์ นักกฎหมาย ผู้เป็นกรรมการแผนกพิทักษ์มรดกสยาม สยามสมาคมฯ และ  อุปนายก (ด้านกฎหมาย) สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม สามารถสรุปประเด็นสำคัญที่ชุมชนอื่นอาจนำไปใช้ประโยชน์ได้ดังนี้

1. ชุมชนมีสิทธิอนุรักษ์มรดกและเสนอให้รัฐทบทวนโครงการพัฒนา

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 43 (1) และ (3) รับรองสิทธิของบุคคลและชุมชนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น รวมถึงสิทธิในการเข้าชื่อเสนอให้หน่วยงานรัฐดำเนินการหรืองดเว้นการดำเนินการที่อาจกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของชุมชน โดยหน่วยงานรัฐต้องพิจารณาข้อเสนอและเปิดโอกาสให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมตามที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น หากชุมชนเห็นว่าโครงการพัฒนาอาจกระทบต่อมรดกทางวัฒนธรรม ก็สามารถรวมตัวกันยื่นข้อเสนอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทบทวน ปรับเปลี่ยน หรือชะลอการดำเนินโครงการเพื่อพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้านได้

2. ชุมชนสามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (1) ให้อำนาจ กสม. ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเสนอแนะมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากโครงการพัฒนาอาจกระทบต่อสิทธิชุมชน วิถีชีวิต หรือมรดกทางวัฒนธรรม ประชาชนสามารถยื่นเรื่องต่อ กสม. พร้อมหลักฐานประกอบ และขอให้พิจารณาเสนอแนะมาตรการป้องกันความเสียหาย รวมถึงการชะลอโครงการระหว่างตรวจสอบได้ ทั้งนี้ การร้องเรียนมิได้ทำให้โครงการหยุดดำเนินการโดยอัตโนมัติ

3. โครงการพัฒนาต้องสอดคล้องกับกฎหมายผังเมือง

พระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 กำหนดกรอบการวางแผนและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งหน่วยงานรัฐต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับผังเมืองและข้อกำหนดที่มีผลใช้บังคับ ชุมชนจึงควรตรวจสอบว่าโครงการพัฒนาอยู่ในพื้นที่ประเภทใดตามผังเมือง มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไร และโครงการสอดคล้องกับข้อกำหนดเหล่านั้นหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำผังเมือง

4. การก่อสร้างริมแม่น้ำต้องคำนึงถึงกฎหมายเกี่ยวกับทางน้ำและที่สาธารณะ

พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 มาตรา 117 กำหนดให้การก่อสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปในแม่น้ำหรือทางน้ำสาธารณะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าท่าตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดขณะเดียวกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) กำหนดให้ที่ชายตลิ่งและทางน้ำที่ประชาชนใช้ร่วมกันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ชุมชนจึงสามารถตรวจสอบแนวก่อสร้าง สถานะของที่ดินริมตลิ่ง การอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะ โดยต้องพิจารณาขอบเขตกรรมสิทธิ์และสถานะทางกฎหมายของพื้นที่แต่ละแห่งประกอบด้วย

5. โบราณสถานและศาสนสถานมีกฎหมายคุ้มครองเฉพาะ

พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายสำคัญในการคุ้มครองโบราณสถาน โดยเฉพาะกรณีที่การก่อสร้างอาจกระทบต่อโครงสร้างหรือคุณค่าของโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนแล้ว สำหรับวัดและศาสนสถาน ยังต้องพิจารณากฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในกรณีวัดพุทธศาสนา ทั้งนี้ อาคารเก่าแก่ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานอาจมีคุณค่าทางมรดกวัฒนธรรมเช่นกัน ชุมชนจึงควรรวบรวมหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมเพื่อประกอบการขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินคุณค่าและพิจารณามาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม

6. ประชาชนมีสิทธิขอข้อมูลโครงการพัฒนาจากหน่วยงานรัฐ

พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 รับรองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานรัฐ โดยมีบทบัญญัติสำคัญ ได้แก่

มาตรา 9 (3) กำหนดให้หน่วยงานรัฐจัดแผนงาน โครงการ และงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่กำลังดำเนินการไว้ให้ประชาชนตรวจดูได้ โดยประชาชนมีสิทธิขอสำเนาเอกสารเหล่านี้ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

มาตรา 11 เปิดโอกาสให้ประชาชนยื่นคำขอข้อมูลข่าวสารอื่นที่หน่วยงานรัฐมีอยู่ เช่น แบบก่อสร้าง รายงานการศึกษา หรือเอกสารประกอบการพิจารณาโครงการ โดยหน่วยงานต้องดำเนินการภายในเวลาอันสมควร ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อยกเว้นการเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมาย

มาตรา 12 กำหนดให้หน่วยงานที่ได้รับคำขอช่วยแนะนำประชาชนไปยังหน่วยงานที่ครอบครองข้อมูล หากข้อมูลนั้นไม่ได้อยู่ในความดูแลของตน

มาตรา 13 รับรองสิทธิในการร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ หากหน่วยงานไม่จัดให้ตรวจดูข้อมูล ไม่จัดหาข้อมูลตามคำขอ หรือดำเนินการล่าช้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร

กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนสามารถตรวจสอบรายละเอียดโครงการพัฒนา ทั้งแนวก่อสร้าง งบประมาณ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ของตนเอง การเข้าถึงข้อมูลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยให้ชุมชนสามารถรวบรวมหลักฐาน ประเมินความเสี่ยง และมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นต่อหน่วยงานรัฐได้อย่างมีข้อมูลรองรับ

7. การรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการใช้สิทธิ

นอกจากการรู้จักกฎหมายแล้ว ชุมชนควรรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับคุณค่าของมรดกและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เช่น ประวัติศาสตร์ชุมชน ภาพถ่ายเก่า เอกสารสิทธิ แผนที่ แนวก่อสร้าง และข้อมูลโครงการจากหน่วยงานรัฐข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ประกอบการยื่นข้อเสนอ ขอให้หน่วยงานตรวจสอบ หรือร้องเรียนต่อองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องได้ กรณีของชุมชนริมแม่น้ำเขตบางพลัดจึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ความรู้เกี่ยวกับมรดกของชุมชน เมื่อประกอบกับข้อมูลที่ตรวจสอบได้และความเข้าใจในสิทธิทางกฎหมาย สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ได้

มรดกของชุมชนคือมรดกของเมือง

เรื่องราวของชุมชนริมน้ำเขตบางพลัด เตือนให้เราตระหนักว่าพื้นชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา อาจไม่ใช่มีเพียงมิติของการเป็นเพียงพื้นที่รองรับโครงการพัฒนา หลายแห่งเป็นแหล่งบันทึกประวัติศาสตร์การก่อรูปของกรุงเทพฯ  ทั้งการอพยพตั้งถิ่นฐาน เศรษฐกิจ การเมือง การค้า ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างศาสนา และวิถีชีวิตที่ผูกพันกับแม่น้ำ การดูแลมรดกเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงความรับผิดชอบของเจ้าของอาคารหรือชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่เมืองและสังคมโดยรวมควรให้ความสำคัญ เพราะมรดกของชุมชนแห่งหนึ่งย่อมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์และความทรงจำร่วมของเมืองด้วย การพัฒนาเมืองและการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน หากกระบวนการพัฒนาเปิดพื้นที่ให้ความรู้ ประวัติศาสตร์ และเสียงของชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของเมืองอย่างแท้จริง